เที่ยวจันทบุรี (ตอนที่สอง) : กิน เที่ยวเพลินๆ ลัดเลาะริมฝั่งจันทบูร

วันที่สอง ณ เมืองจันทบุรี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยอากาศที่ค่อนข้างเป็นใจ ท้องฟ้าแจ่มใส แดดอ่อนๆ ยามเช้าที่ช่วยให้ความรู้สึกครึกครื้น และพร้อมผจญภัย แต่ก่อนที่พวกผมและเพื่อนๆ จะออกเดินทางก็ต้องอิ่มท้องกันสักหน่อย

โดยทางเคปโก้ รีสอร์ท มีบริการอาหารเช้าเป็นข้าวต้มหมู กับชุดขนมปัง แนบด้วยแยมสตอเบอรี่และเนย คอยเสิร์ฟให้กับแขกที่มาพักทุกท่าน แม้จะดูธรรมดาๆ แต่ก็เบิ้ลข้าวต้มได้อิ่มพุงกางกันได้

เสร็จจากมื้อเช้า ทำภารกิจส่วนตัวกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกผจญภัย เริ่มออกเดินทางราว 10 โมง สถานที่แรกแวะไปเป็น สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งใกล้กับรีสอร์ท ขับรถไปเพียง 5 นาทีก็ถึงที่หมาย เป็นสถานที่ที่จัดแสดงสัตว์น้ำนานาชนิดที่จัดให้เข้าชมฟรี มีอุโมงค์ปลาที่ให้เด็กๆ ได้ตื่นตาตื่นใจกับปลาน้อยใหญ่มากมาย

เดินชมปลากันไม่นานก็ขยับตัวไปสถานที่ต่อไปในละแวกใกล้เคียง เป็นหน่วยสาธิตการเลี้ยงสัตว์น้ำภายในอ่าวคุ้งกระเบน จุดที่เราสามารถซื้ออาหารก่อนบริเวณทางเข้าเพื่อให้อาหารสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ในกระชังปลาได้ ซึ่งแต่ละกระชังก็จะประกอบไปด้วยสัตว์น้ำมากมาย เช่น ปลาฉลามเสือดาว, ปลาเก๋า เต่า และอื่นๆ โดยสุดทางเดินให้อาหารจะสามารถมองเห็นวิวอ่าวคุ้งกระเบนได้ แต่ขอแนะนำว่าทางเดินในระหว่างให้อาหารนั้นควรใช้ความระมัดระวังกันนิดนึง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่ควรปล่อยเดินให้อาหารเพียงลำพัง

นอกจากการให้อาหารสัตว์น้ำแล้ว ยังมีจุดที่คอยให้ความรู้กับผู้ชมเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำด้วย

เสร็จจากสถานที่ที่สอง เราเดินทางกันต่อเพื่อไปยังเป้าหมายหลักของการเดินทางในวันที่สอง นั่นคือ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” ระยะทางในการขับรถราวๆ 20 กิโลเมตร จุดที่เรานับรถไปจอดเป็นบริเวณโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล โบสถ์คริสต์ที่ขึ้นชื่ออย่างมากของจันทบุรี และเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวแวะไปเยี่ยมชมกันอย่างไม่ขาดสาย แต่ในช่วงที่เราไปถึงเกือบเที่ยงโบสถ์ยังไม่เปิดให้เข้าชม จึงได้เพียงถ่ายรูปภายนอกไปก่อน

tarmjai-39

ด้วยความเป็นครั้งแรกที่มาที่นี่ จึงต้องอาศัยการถามคนแถวนั้น โดยบังเอิญได้เจอสองตำรวจจันทบุรีผู้ใจดี แนะนำเรื่องการเดินเท้าไปยังชุมชมริมน้ำจันทบูร เราใช้เวลาจากจุดจอดรถเดินไปยังชุมชนประมาณ 10 นาที เมื่อเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำจะพบป้ายชี้จุดหมายให้ผู้เดินทางได้ทราบว่า จุดนี้คือ ชุมชมริมน้ำจันทบูร

สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ บรรยากาศของความเป็นชุมชนเก่าที่ยังแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในย่านนั้น รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน บ้านเรือนหลายหลังยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเก็บเกี่ยวบรรยากาศกันอย่างไม่ขาดสาย

tarmjai-50 tarmjai-51 tarmjai-49

เดินไปเดินมาสัญญาณความหิวเริ่มปรากฏ เป็นอันได้เวลาหาร้านสักร้านนั่งพักและเติมพลังงาน ซึ่งจากการค้นหาร้านอร่อยผ่านมือถือในละแวกนั้นมีร้านเจ๊อี๊ด ที่ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย มีทั้งข้าวหน้าทะเล ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และข้าวหมูแดง แต่ด้วยความมีชื่อเสียงเนี่ยละทำให้คนเยอะ เราจึงขอผ่านร้านเจ๊อี๊ดและเดินลัดเลาะหาร้านอื่นแทน

จนกระทั่งไปพบกับร้านเจ๊หน่อย ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง ที่คนก็แน่นร้านเช่นกัน แต่จะสะดวกตรงที่มีที่ให้เลือกนั่งเยอะ ซึ่งรสชาติของก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อร่อยทั้งเส้นและเนื้อหมูที่มีความนุ่ม จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเบิ้ลอีกคนละชามสองชาม แถมราคาก็ไม่แพงธรรมดา 30 บาท พิเศษ 40 บาท

อิ่มท้องกันแล้ว พวกเราก็ใช้เวลาช่วงบ่ายเดินสำรวจชุมชนจันทบูรกันต่อ และถือโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมบ้านเรียนรู้ชุมชน ซึ่งบ้านหลังนี้เชื่อว่าน่าจะมีอายุเก่าแก่พอสมควร ภายในบ้านจะประกอบไปด้วยภาพต่างๆ จำนวนมาก ที่สื่อถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนจันทบูร บุคคลสำคัญ และความเป็นมาของโบสถ์คริสต์อันลือชื่อของจันทบุรีด้วย ในขณะเดียวกันยังมีมุมถ่ายภาพที่ให้นักท่องเที่ยวได้เก็บความประทับใจไว้บอกต่อกันอีกด้วย

tarmjai-58 tarmjai-57 tarmjai-56

ออกจากบ้านเรียนรู้ชุมชนแล้ว อากาศค่อนข้างร้อนจึงแวะหาร้านนั่งพักเพื่อเติมความสดชื่นกันเล็กน้อย ร้านที่พวกเราเลือกมีชื่อว่า “ยินดี” เป็นร้านขนาดกลางๆ ริมแม่น้ำ ให้บรรยากาศแบบชิลล์ๆ

ในร้านยินดีมีขายทั้งกาแฟ ชาโบราณ อาหารกินเล่น หรือแม้กระทั่งอาหารจานเดียว ซึ่งราคาก็ไม่เบาเหมือนกัน

tarmjai-67

 tarmjai-68

ดื่มน้ำดื่มท่าแถมด้วยของกินเล่นอย่างสองอย่างที่ร้านยินดีเสร็จแล้ว เป็นเวลาเกือบ 3-4 ชั่วโมงที่พวกเราใช้เวลากับชุมชนจันทบูร ก็ถึงเวลากลับเพื่อไปยังจุดอื่นกันต่อ แต่ก่อนที่จะไปขึ้นรถ ก็ได้มีโอกาสแวะเข้าไปชมความสวยงามภายโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมลกันสักเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าชมความสวยงามของโบสถ์คริสต์อันลือชื่อของจังหวัดจันทบุรี สถาปัตยกรรมการตกแต่งมีความอลังการ ให้ความรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ เงียบสงบ มีวิทยากรที่คอยให้ความรู้ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของโบสถ์คริสต์แห่งนี้แก่ผู้เข้าชมอีกด้วยครับ

tarmjai-72

tarmjai-71

ขับรถออกจากโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล เราได้แวะไปสักการะและขอพรยังศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน จันทบุรีซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชุมชนจันทบูร จากนั้นเราขับต่อไปยังร้าน Garage Café (การาจ คาเฟ่) ปากซอยท่าแฉลบ 6 เป็นร้านสองชั้น ใช้สีโทนเข้มในการตกแต่ง  แบ่งรูปแบบการให้บริการเป็นสองช่วง โดยช่วงเช้าตั้งแต่ 8.30 น. ไปจนถึง 5 โมงเย็น จะเป็นบริการกาแฟกับเบเกอรี่ ส่วนหลัง 5 โมงเป็นต้นไป จนถึงเที่ยงคืนจะเป็นช่วงเวลาสำหรับอาหารจานเดียว มีบริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการสังสรรค์ เรียกได้ว่าตั้งแต่เช้าจรดค่ำมืด เอาใจผู้คนในหลากหลายสไตล์

หน้าตาของขนมที่สั่งมาทานเล่นน่ากินมากๆ ครับ รสชาติถือว่าถูกใจ โดยเฉพาะใครที่ชอบกินช็อคโกแลตไม่ควรพลาดครับ

tarmjai-87

น่ากิน จนต้องร้องอู้ววว !

เสร็จจากมื้อหยิบๆ ย่อยๆ พวกเราก็ขอใช้เวลาใกล้ค่ำไปเดินรับลมชมวิวกันที่สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ติดกับทะเลสาปทุ่งนาเชย เป็นสถานที่ที่มีผู้คนมาออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงพาสัตว์เลี้ยงออกมาวิ่งเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน

เมื่อตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ท้องฟ้าใกล้มืด ก็ได้เวลาที่พวกเราจะต้องเดินทางกลับที่พักกันแล้ว ซึ่งก่อนจะกลับก็ต้องตบท้ายด้วยอาหารคาวแบบจัดหนัก แต่เสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพมาฝาก สรุปวันที่สองของการเที่ยวจันทบุรี พวกเราเต็มอิ่มกับบรรยากาศของชุมชนจันทบูร ได้ชมความสวยงามของโบสถ์คริสต์อันลือชื่อของจันทบุรี ได้ลิ้มรสอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของคาว ของหวาน อิ่มกันแบบพุงกาง และนับเป็นวันที่โชคดีมากๆ ทีอากาศเป็นใจ

และกลับมาพบกันต่อนะครับในวันที่สาม วันสุดท้ายของการเที่ยวจันทบุรี

>> เที่ยวจันทบุรี ตอนแรก <<